Highlight

‘ยาฆ่าแมลง’ มีอยู่ทุกที่ เป็นมหันตภัยร้ายมากกว่าที่คิด

  • “สารไพรีทรอยด์ถูกมองว่าเป็นอันตรายน้อยกว่ายาฆ่าแมลงชนิดอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันปลอดภัย”
  • “สารไพรีทรอยด์ยังถูกโฆษณาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นสารประกอบจากธรรมชาติ แต่ในความจริงแล้วมันถูกดัดแปลงทางเคมีเพื่อให้คงทนและอันตรายมากยิ่งขึ้น”
  • จากรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยาของคนไข้กว่า 90,000 กรณี พบว่าปัญหาทางสุขภาพที่เชื่อมโยงกับสารไพรีทรอยด์เพิ่มสูงขึ้น 300 เท่าในระยะเวลา 10 ปี
  • อาการที่พบ คือ ผิวรู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บแสบ หายใจติดขัด กล้ามเนื้อกระตุก มึนศีรษะ คลื่นไส้ หน้ามืด เป็นลม สั่นและลมชัก
  • มีงานวิจัยล่าสุด 2 ชิ้นที่ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สารไพรีทรอยด์กับพัฒนาการทางสมองของเด็ก

ยาฆ่าแมลงถูกพ่นใช้ในปริมาณมหาศาล แต่งานวิจัยเกี่ยวกับสารเคมีประเภทนี้กลับพบได้น้อยอย่างน่าประหลาดใจ คนส่วนใหญ่คิดว่าเราสามารถปกป้องตัวเองจากสารเคมีที่มีพิษได้ ด้วยวิธีที่เชื่อเอาเองว่าปลอดภัย เช่น กรองน้ำไว้ดื่มทีละเหยือกหรือเลือกกินแต่อาหารออร์แกนิค แต่ลืมไปว่านอกเหนือจากสารเคมีปนเปื้อนที่เราอาจไม่ได้ตั้งใจกินเข้าไปในชีวิตประจำวันแล้ว มันยังมีสารเคมีบางประเภทที่เป็นอันตรายโดยตรงที่เราต้องสัมผัสอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ ยาฆ่าแมลงนั่นเอง มีกลุ่มยาฆ่าแมลงประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในช่วงหลายปีมานี้ และตอนนี้ปริมาณการใช้ขึ้นมาสูงถึง 1 ใน 4 ของยาฆ่าแมลงในตลาดโลก

สารไพรีทรอยด์ คือ ไพรีทรินส์สังเคราะห์ ไพรีทรินส์เป็นสารประกอบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่พบได้ในดอกเก็กฮวยแห้ง ความสามารถของมันคือการทำลายระบบประสาทของแมลง สารไพรีทรอยด์มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่มันได้ถูกมองข้ามไปเนื่องจากมีสารที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าที่เรียกว่าสารประกอบออร์กาโนคลอรีน เช่น ดีดีที และสารประกอบออร์กาโนฟอสเฟต แต่ในช่วงปี 1960 ก็เกิดการผลัดเปลี่ยนเรื่องการนำสารมาใช้ โดยสารเคมีที่มีฤทธิ์ร้ายแรง ส่งผลเฉียบพลัน และมีอันตรายสูงถูกแทนที่ด้วยสารเคมีที่คงอยู่ได้สั้นกว่าและทำงานได้ช้ากว่า ซึ่งถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์น้อยกว่า

สารประกอบออร์กาโนฟอสเฟตมีต้นกำเนิดอันเลวร้าย นั่นคือ พวกมันถูกคิดค้นขึ้นไปควบคู่กับอาวุธเคมีที่ทำลายระบบประสาท เช่น สารซาริน (Sarin) ในยุคของระบอบการปกครองนาซี ในช่วงปี 1970 สารพิษเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสารที่นำมาทดแทนสารดีดีทีได้ เพราะปลอดภัยกว่าและร่างกายมนุษย์สามารถกำจัดมันออกไปได้ ทว่าความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกพิสูจน์ในอีก 2 ปีต่อมาว่าไม่เป็นความจริง มีการพบว่าสารพิษออร์กาโนฟอสเฟตทำให้คนจำนวน 200,000 คนเสียชีวิตทั่วโลกในเวลาเพียง 1 ปี ในปี 2001 สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ได้ห้ามไม่ให้ใช้สารตัวนี้ภายในครัวเรือน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะไปกระทบต่อสมองและระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของเด็ก ต่อมาจึงมีการนำสารไพรีทรอยด์และสารไพรีทรินส์มาใช้แทน

ไพรีทรอยด์และไพรีทรินส์ถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พ่นลงสนามหญ้า ใช้อาบน้ำสัตว์เลี้ยง พ่นใส่สัตว์ไม่พึงประสงค์ และบางครั้งก็ใช้บนตัวคนเพื่อกำจัดเหาหรือไล่ยุง นอกจากนี้พวกมันยังถูกใช้ในงานแต่งสวน ใช้พ่นไล่ยุงตามพื้นที่ต่างๆ และใช้ในทางการเกษตรรวมถึงการเพาะเมล็ดพันธุ์ ในปี 2009 สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาพบว่า มีการลงทะเบียนใช้สารสองตัวนี้ในผลิตภัณฑ์มากกว่า 3,500 รายการ โดยยังไม่รวมผลิตภัณฑ์ควบคุมแมลงที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอีกหลายร้อยรายการ เช่น “ชอล์กฆ่าแมลงมหัศจรรย์” จากประเทศจีน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเมืองดาวิส ปี 2014 บ่งชี้ว่า มีการใช้ยาฆ่าแมลงประเภทนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากตัวอย่างปัสสาวะที่เก็บจากผู้ใหญ่และเด็กจาก 90 ครัวเรือนในแคลิฟอร์เนีย พบว่า 2 ใน 3 มีสารที่เกิดจากการย่อยสลายไพรีทรอยด์ปนอยู่ นอกจากนี้ไพรีทรอยด์และไพรีทรินส์ก็เป็นที่นิยมแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯด้วย งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในนิตยสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม “Environment Health Perspectives” ได้ตรวจวัดตัวอย่างปัสสาวะจากผู้อาศัยในนิวยอร์กจำนวน 1,452 คนเพื่อหาสารไพรีทรอยด์และพบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองสัมผัสกับสารเคมีชนิดนี้ในจำนวนที่สูงกว่าปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อวัดสาร trans-DCCA ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการแตกตัวของไพรีทรอยด์พบว่า ชาวนิวยอร์กต้องสัมผัสกับไพรีทรอยด์ในปริมาณมากกว่าสองเท่าของคนที่อาศัยในเมืองอื่นทั่วประเทศ

โฆษณาสเปรย์สารไพรีทรัมยี่ห้อหนึ่งในปี 1907 ที่ถูกพัฒนาโดยชาวออสเตรเลียชื่อ จอร์น แซคเชอล์ (John Zacherl) (ข้อมูลจาก Wikimedia Commons)

สารไพรีทรอยด์และสารไพรีทรินส์ถูกมองว่าปลอดภัย เนื่องจากมันมีต้นตอมาจากพืช แม้ว่าบางตัวจะเป็นแค่สารเลียนแบบธรรมชาติก็ตาม ความเชื่อนี้ได้รับแรงหนุนในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ออกมากล่าวว่า สารไพรีทรอยด์ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ “ต่ำกว่าระดับที่ควรกังวล” แต่ข้อสรุปนี้ได้มาจากการทดลองกับหนูวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่งานวิจัยระยะยาวในผู้ใหญ่หรือเด็กที่ต้องสัมผัสกับสารไพรีทรอยด์ ดังนั้น ที่ผ่านมาไม่ได้มีการพิสูจน์ความปลอดภัยของสารเหล่านี้กับคนได้โดยตรง

มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ประเด็นข้างต้นคงต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน เพราะในปี 2008 ศูนย์ความอยู่ดีของมวลชนสหรัฐฯ (Center for Public Integrity) ได้วิเคราะห์รายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยา (adverse reaction) ของคนไข้กว่า 90,000 กรณี แล้วพบว่าปัญหาทางสุขภาพที่เชื่อมโยงกับสารไพรีทรอยด์เพิ่มสูงขึ้น 300 เท่าในระยะเวลา 10 ปี อาการที่พบคือ ผิวรู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บแสบ หายใจติดขัด กล้ามเนื้อกระตุก มึนศีรษะ คลื่นไส้ หน้ามืด เป็นลม ตัวสั่นและลมชัก ในประเทศออสเตรเลีย สหภาพแรงงานกำลังพิจารณาการฟ้องร้องในนามของกลุ่มสจ็วตสายการบิน ที่ยืนยันว่าพวกเขาเป็นโรคเสื่อมของระบบประสาทอันเป็นผลมาจากยาฆ่าแมลง

มีงานวิจัยล่าสุด 2 ชิ้นที่ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สารไพรีทรอยด์กับพัฒนาการทางสมองของเด็ก งานวิจัยในเด็กชาวแคนาดาพบว่าการสัมผัสกับยาฆ่าแมลงที่มีสารไพรีทรอยด์มีความเชื่อมโยงกับปัญหาทางพฤติกรรมที่พ่อแม่พบเห็นและเป็นผู้รายงาน ในขณะที่งานวิจัยปี 2011 ของแม่ในนิวยอร์กพบการเชื่อมโยงกันอย่างสูงระหว่างการสัมผัส สารไพเปอร์โรนิล พูท็อกซ์ไซด์ ช่วงก่อนคลอด (เป็นสารที่มักจะถูกเติมในสเปรย์ไพรีทรอยด์) กับการพัฒนาการทางสมองล่าช้าในเด็กเล็ก

ยูสเซฟ อูลโฮต (Youssef Oulhote) ผู้จัดทำงานวิจัยชิ้นแรกได้วิเคราะห์ความเข้มข้นของสารออร์กาโนฟอสเฟตและไพรีทรอยด์ในตัวอย่างปัสสาวะจากเด็ก 779 คนจากทั่วประเทศแคนาดาและเปรียบเทียบกับปัญหาทางพฤติกรรมและสมอง ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าตกใจอย่างมาก อูลโฮตพบว่า เด็กที่มีสาร CIS-DCCA  ในปัสสาวะ (เป็นสารที่เกิดจากการสลายตัวของไพรีทรอยด์) สูงเป็น 10 เท่าของเด็กทั่วไป มีโอกาสที่จะมีปัญหาทางพฤติกรรมมากขึ้นเป็นสองเท่า “มันสอดคล้องกับผลการทดลองในสัตว์ที่พบว่าไพรีทรอยด์นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมและปัญหาด้านพฤติกรรม” อูลโฮตกล่าว  “สารไพรีทรอยด์ถูกมองว่าเป็นอันตรายน้อยกว่ายาฆ่าแมลงชนิดอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันปลอดภัย”

จากงานวิจัยดังกล่าว เขากล่าวว่า สารไพรีทรอยด์มีโอกาสที่จะไปแทรกแซงการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับจุลกายวิภาคของสมอง โรบิน วายแอทท์ (Robin Whyatt) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม (environmental exposure) ที่ศูนย์สำหรับเด็กในโคลัมเบียและผู้ร่วมเขียนงานวิจัยในปี 2011 ชี้ให้เห็นว่า “สมองเป็นอวัยวะที่มีพัฒนาการสูงที่สุดในร่างกาย การพัฒนาของสมองของทารกนั้นเกิดขึ้นอย่างแม่นยำและถูกควบคุมไว้อย่างดีเยี่ยมในพื้นที่และเวลาที่กำหนด  การถูกแทรกแซงใดๆสามารถทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ซึ่งต่างกันลิบลับกับผลที่เกิดต่อสมองที่พัฒนาอย่างเต็มที่แล้วในผู้ใหญ่

แล้วเหตุใดการวิจัยเรื่องนี้จึงมีน้อยเต็มที? มีแกน ฮอร์ตัน (Megan Horton) นักระบาดวิทยาประจำวิทยาลัยสาธารณะสุขเมล์แมน และเป็นผู้จัดทำงานวิจัยชิ้นที่ทำในปี 2011 มีข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า “สารไพรีทรอยด์ถูกมองว่าวิจัยยากเนื่องจากมันถูกร่างกายย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการวัดในตัวอย่างทดลอง” เธอกล่าวด้วยว่า “นอกจากนี้สารไพรีทรอยด์ยังถูกโฆษณาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นสารประกอบจากธรรมชาติ แต่ในความจริงแล้วมันถูกดัดแปลงทางเคมีเพื่อให้คงทนและอันตรายมากยิ่งขึ้น” แม้ว่างานวิจัยที่ทำกับหนูจะพอชี้ให้เห็นว่าพิษของมันทำงานอย่างไรบ้าง แต่ถึงกระนั้น หนูก็ไม่ใช่คนหรือเด็กอยู่ดี

ความท้าทายอยู่ที่ลักษณะของงานวิจัยระยะยาวในมนุษย์ ที่ใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยการสังเกตเพียงอย่างเดียว เมลิสซา เพอร์รี่ (Melissa Perry) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางอาชีพและสิ่งแวดล้อมที่วิทยาลัยสาธารณสุข จีดับบลิวยู กล่าวว่า “การทดลองอย่างควบคุมซึ่งอาศัยผลการวิจัยในสัตว์ไม่สามารถเทียบเคียงผลกระทบที่เกิดจากสารพิษในเด็กได้ และพวกเราก็ไม่สามารถใช้วิธีทางการทดลองโดยตรงกับคนได้เช่นกัน” เพอร์รี่ยังเสริมอีกว่า “พวกเราจึงทำได้เพียงอาศัยข้อมูลเป็นครั้งคราว อาศัยตัวอย่างปัสสาวะแค่เป็นครั้ง ๆ ไป” อูลโฮตเห็นด้วย “ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวของพวกเราคือการออกแบบงานวิจัยเพราะมันต้องมีความเชื่อมโยงเชิงลึกไม่ใช่แค่เชื่อมโยงแบบผิวเผิน” หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริงๆ งานวิจัยที่ได้จากการสังเกตการณ์ต้องมีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยเชิงกลไกการทำงานด้วย นั่นคืองานวิจัยที่แสดงให้เห็นวิธีทางชีวเคมีที่ว่าสารพิษทำอะไรต่อเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะบ้าง

วายแอทท์ (Whyatt) ผู้ที่ได้รับเงินทุนจาก เอ็นไอเอช (NIH) เพื่อศึกษาผลกระทบของการสัมผัสสารไพรีทรอยด์ช่วงก่อนคลอดกับการพัฒนาการทางสมองของทารก กำลังวางแผนงานวิจัยที่หวังว่าจะเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ในปี 2011 เธอและฮอร์ตันพบความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างความเข้มข้นของไพเปอร์โรนิล บูท็อกซ์ไซด์ กับการพัฒนาของสมอง แต่เนื่องจากไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารนี้มาก่อนทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าผลกระทบเป็นเพราะตัวไพเปอร์โรนิล บูท็อกซ์ไซด์เพียงอย่างเดียว หรือเป็นผลมาจากไพรีทรอยด์ด้วย วายแอทท์กล่าวว่า “ด้วยเงินสนับสนุนนี้ พวกเราจะสามารถวิจัยลงได้ลึกมากขึ้น เพราะเรากำลังสังเกตสารไพรีทรอยด์ที่ย่อยสลายแล้วในปัสสาวะของผู้เป็นแม่” แต่ก็กล่าวด้วยว่า “อย่างไรก็ดี  การวิจัยด้านระบาดวิทยาในลักษณะนี้ มักต้องอาศัยเวลานานมากก่อนที่เราจะได้ข้อสรุปใดๆ”

ที่มา : https://www.theverge.com/2014/2/19/5423480/popular-poison-pyrethroid-health-risks

 

Previous post

‘ถ้วย-โล่-เหรียญ’ รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ

Next post

ปั่นปันรัก พักเมืองน่าน

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    10 − 10 =