Trends

งานวิจัยพบสาร ‘ไพรีทรอยด์’ เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตในคน!

Highlight

  • ไพรีทรอยด์ คือ กลุ่มสารสังเคราะห์ที่เลียนเเบบไพรีทริน (Pyrethin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติฆ่าเเมลง พบในดอกเบญจมาศ
  • องค์ประกอบของไพรีทรอยด์สามารถทำลาย DNA เเละก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันเเละการอักเสบ จึงอาจส่งผลเสียเรื้อรังต่อร่างกายหากได้รับในระยะยาว
  • งานวิจัยด้านระบาดวิทยาได้ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างไพรีทรอยด์กับโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) โรคพาร์กินสัน รวมทั้งขัดขวางระบบสืบพันธุ์เเละการพัฒนาของระบบประสาท
  • การเพิ่มขึ้นของการตายจากทุกสาเหตุ (All-cause Morality) นั้นมีแนวโน้มว่าเป็นผลมาจากผลกระทบของยาฆ่าเเมลงตัวนี้ที่มีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ

ข้อมูลผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ออนไลน์ในวารสาร JAMA Internal Medicine เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2562 ด้วยการสังเกตเเละศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจากทั่วประเทศพบว่า การได้รับยาฆ่าเเมลงที่มีสารไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) จากสิ่งเเวดล้อมรอบตัว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต

การใช้ยาฆ่าเเมลงไพรีทรอยด์ได้เเพร่หลายตั้งเเต่เริ่มมีการเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) เช่น DDT ทั้งสำหรับฟาร์มเกษตรเเละสวนในบ้าน ไพรีทรอยด์คือกลุ่มสารสังเคราะห์ที่เลียนเเบบไพรีทริน (Pyrethin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติฆ่าเเมลง พบในดอกเบญจมาศ ทั้งนี้ มีสารสังเคราะห์ที่เลียนเเบบสารสกัดดอกเบญจมาศกว่า 1,000 ชนิด เเต่มีเพียงประมาณ 12 ชนิดที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักของยาฆ่าเเมลงในสหรัฐอเมริกา หลายปีที่ผ่านมา มีไพรีทรอยด์หลายพันกิโลกรัมถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ

Cr. – kiwicare.co.nz

ยาฆ่าเเมลงไพรีทรอยด์เป็นที่นิยม เพราะฆ่าแมลงได้และไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษรุนเเรงต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์ประกอบของไพรีทรอยด์สามารถทำลาย DNA เเละก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันเเละการอักเสบ จึงอาจส่งผลเสียเรื้อรังต่อร่างกายหากได้รับในระยะยาว งานวิจัยด้านระบาดวิทยาได้ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างไพรีทรอยด์กับโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) โรคพาร์กินสัน รวมทั้งขัดขวางระบบสืบพันธุ์เเละการพัฒนาของระบบประสาท

Wei Bao, MD, PhD เเละทีมงานจากมหาวิทยาลัยไอโอวา รัฐไอโอวา ได้ตรวจสอบความเกี่ยวข้องระหว่างการได้รับไพรีทรอยด์เเละการเสียชีวิต โดยใช้ข้อมูลการสำรวจสุขภาพเเละโภชนาการภายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้จากการสำรวจผู้ใหญ่ 2,116 ราย พวกเขาได้ประเมินระดับของ กรด 3-ฟีนอกซีเบนโซนิค (3-phenoxybenzoic acid หรือ 3-PBA) ในตัวอย่างปัสสาวะที่ถูกมอบระหว่างการสำรวจ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางเคมี (โครมาโทกราฟีเหลวประสิทธิภาพสูง ไอออไนเซชันทางเคมีโดยละอองไฟฟ้า เเละการต่ออนุกรมของส่วนวิเคราะห์มวล)

การสำรวจดำเนินตั้งแต่ปี 2542 ถึง 2545 เหล่านักวิจัยใช้ข้อมูลการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มการสำรวจ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2562 พวกเขาติดตามการเสียชีวิตที่เกิดจากทุกสาเหตุ (All-cause) จากโรคหลอดเลือดหัวใจ เเละจากโรคมะเร็ง โดยใช้ฐานข้อมูลดัชนีการเสียชีวิตของคนในประเทศ

ในช่วงระยะเวลาสังเกต (ค่ามัธยฐาน 14.4 ปี) มีผู้เสียชีวิต 246 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 41 ราย และผู้ที่เป็นมะเร็ง 52 ราย

Cr. – hydrofamers.co.uk

ผู้เข้าร่วมที่มีระดับ 3-PBA สูงกว่ามีความเสี่ยงมากกว่าที่จะเสียชีวิตในระยะติดตามผล โดยเกิดขึ้นใน 8.5% (ไม่ถ่วงน้ำหนัก, 75 จาก 709), 10.2% (ไม่ถ่วงน้ำหนัก, 81 จาก 701) c]t 11.9% (ไม่ถ่วงน้ำหนัก, 90 จาก 706) ของผู้เข้าร่วมเมื่อระดับ 3-PBA เพิ่มขึ้น

นักวิจัยได้ปรับผลลัพธ์ตามอายุ เชื้อชาติ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจสังคม ปัจจัยทางโภชนาการเเละรูปแบบชีวิต ดัชนีมวลกาย เเละระดับครีเอตินินในปัสสาวะ ทั้งนี้ อัตราอันตรายของการตายจากทุกสาเหตุ การตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ เเละการตายจากโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้เข้าร่วมโดยเทียบค่าเทอร์ไทล์ (Tertile) สูงสุดกับค่าเทอร์ไทล์ต่ำสุดของ 3-PBA คือ 1.56, 3.00 เเละ 0.91 ตามลำดับ

นักวิจัยได้สรุปว่า “ผลการวิจัยของเราสอดคล้องกับหลักฐานด้านระบาดวิทยา ถึงเเม้จะจำกัด เเต่ก็ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องที่มีนัยสำคัญระหว่างการได้รับไพรีทรอยด์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ” ทั้งยังระบุอีกว่า การเพิ่มขึ้นของการตายจากทุกสาเหตุ (All-cause Morality) นั้นมีแนวโน้มว่าเป็นผลมาจากผลกระทบของยาฆ่าเเมลงตัวนี้ที่มีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ โดยเน้นย้ำว่างานวิจัยในสัตว์ยังชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการได้รับไพรีทรอยด์กับความเสียหายของหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

เหล่านักวิจัยทราบดีถึงข้อจำกัดของงานวิจัยนี้ งานวิจัยไม่ได้พูดถึงกลไกของผลกระทบที่ได้จากการรับไพรีทรอยด์เเละการประเมินดัชนีชี้วัดทางชีวภาพที่เป็นตัวอย่าง ผลการวิจัยอาจใช้ไม่ได้กับประเทศที่ใช้ไพรีทรอยด์ชนิดอื่น เเละระดับ 3-PBA ก็อาจเป็นผลจากการได้รับสารอื่น

ระหว่างการบรรยายที่ Mailman School of Public Health มหาวิทยาลัยโคลอมเบีย กรุงนิวยอร์ค Steven D. Stellman, PhD, MPH, เเละ Jeanne Mager Stellman, PhD ได้ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งข้อจำกัด นั่นก็คือ อายุเฉลี่ยเมื่อการติดตามผลสิ้นสุดลง ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 57 ปี เพราะเป็นอายุที่น้อยเกินกว่าที่จะสามารถประเมินผลระยะยาวอันเกิดจากการได้รับไพรีทรอยด์เรื้อรังที่มีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ

เหล่าผู้บรรยายได้แสดงออกถึงความกังวลว่า “เมื่อคำนึงถึงการใช้ไพรีทรอยด์อย่างเเพร่หลาย เเละการประเมินมากมายที่เกี่ยวข้องกับการได้รับสารไพรีทรอยด์ในประชาชนทั่วไป ซึ่งรวมถึงเด็กเเละผู้ที่ได้รับสารนี้จากการทำงานด้วย ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้เเสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีการสืบสวนที่ลึกกว่านี้อย่างเร่งด่วน เพราะไพรีทรอยด์เป็นที่รู้จักในฐานะสารที่ก่ออันตรายต่ำแก่มนุษย์ เเละมีบทบาทสำคัญต่อการดูเเลสุขภาพของประชาชนในด้านโรคที่มีเเมลงเป็นพาหะ”

เหล่านักวิจัยเเละผู้บรรยายได้ประกาศความไม่เกี่ยวข้องด้านการเงินใด ๆ ในการวิจัยนี้

ผู้เขียน : Ricki Lewis, PhD – 31 ธันวาคม 2562

ที่มา : https://www.medscape.com/viewarticle/923256

หมายเหตุ : บทความนี้มาจากเว็บไซต์ www.medscape.com ซึ่งข้อมูลของ mediabiasfactcheck.com (เว็บตรวจสอบ) ถือว่าเว็บไซต์นี้มีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก

แปล/เรียบเรียง : TWCwriting

QR code/twcwriting
Previous post

Dpillow เจ้าแรกรุกตลาดเครื่องนอนบริการถึงบ้าน

Next post

'อนันต์ หงษ์มณี' พุทธรังษี พุทธศิลป์

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    1 × 1 =