Highlight

‘โอ๊ยเกี้ย’ จากกระเป๋ารถสองแถว ป.4 สู่เจ้าของธุรกิจแสนล้าน

หากเอ่ยนาม ‘โอ๊ยเกี้ย’ หลายคนต้องงงๆว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ โอ๊ยเกี้ยคนนี้มีความรู้เพียงแค่ ป.4 เคยเป็นกระเป๋ารถสองแถว ‘กรุงเทพฯ-อุดรธานี’ แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจแสนล้านได้อย่างน่าอัศจรรย์

ด้วยคำสอนของคุณแม่ที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “ในโลกนี้นาฬิกาบอกเวลาเท่ากัน คือหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง แต่หากมนุษย์ใช้เวลาในแต่ละวันไปอย่างไม่เกิดประโยชน์ เมื่อล่วงเลยไปเวลานั้นก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นให้ลูกๆจำไว้ว่าวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ให้คิดเรื่องการทำมาหากิน เรื่องงานสำคัญให้ได้วันละ 18 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 5-6 ชั่วโมงคือการพักผ่อน นับว่าเพียงพอแล้ว คนส่วนใหญ่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าเราทำงานได้ถึง 18 ชั่วโมงต่อวัน วันหนึ่งเราจะได้เวลาที่เกินมาอีก 10 ชั่วโมง ถือว่าเราทำงานได้อีก 1 เท่าตัวของคนอื่น”

ด้วยคำสอนดังกล่าวทำให้โอ๊ยเกี้ย หรือ เด็กชายโอ๊ยทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร หนักหนาแค่ไหน แม้กระทั่งการเป็นกระเป๋ารถสองแถว เพราะต้องการเรียนรู้วิธีการขับรถรับ-ส่ง จนวันหนึ่งมีโอกาสดาวน์รถกระบะเป็นของตัวเอง ก็นำรถนั้นมารับจ้างพาพ่อค้าแม่ค้าจากสะพานใหม่ ดอนเมือง รังสิต ไปประมูลปลาที่องค์การสะพานปลา และนำรายได้มาผ่อนรถ ชีวิตพลิกผันมีคนแนะนำให้เพาะพันธุ์ปลาขายกลายเป็นกิจการแรกที่ประสบความสำเร็จ ก่อนกระโจนเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยความคิดต่างแบบคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือว่า ทำไมจะต้องจัดสรรที่ดินขายเหมือนนักธุรกิจคนอื่น จึงใช้วิธีสร้างบ้านจัดสรรแบ่งขาย เกิดเป็นของใหม่จนปลูกไม่ทันขายกันเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พอ เกิดไอเดียต่อยอดขายหมู่บ้านที่มีสวนสนุกดิสนีย์แลนด์อยู่ภายใน ปรากฏว่าคนเข้าคิวจองซื้อตั้งแต่ตี 4 จนถึงเย็น ใช้เวลาถึงสองวันกว่าคิวจะหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อจะลงมือสร้างดิสนีย์แลนด์เมืองไทย เกิดปัญหาการเจรจาด้านลิขสิทธิ์และเงื่อนไขปลีกย่อย จนต้องพับโครงการ ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ ทว่า ฝันของโอ๊ยเกี้ยไม่สะดุด แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่เห็นด้วย แต่เขาหยุดไม่ได้

“หากย้อนกลับไปในตอนนั้นก็ต้องบอกว่าผมค่อนข้างมั่นใจในตัวเองมากเกินไป คิดฝันจะสร้างดิสนีย์แลนด์เมืองไทย ทั้งที่ภาษาอังกฤษสักตัวก็ฟังไม่รู้เรื่อง ขึ้นเครื่องบินยังสั่งน้ำไม่ถูกเลย ลูกเมียเองหรือแม้กระทั่งลูกน้องก็ไม่เห็นด้วย  แต่ด้วยขณะนั้นผมยังหนุ่มอยู่ ก็ใจกล้าและกลัวเสียชื่อเสียง เมื่อรับปากว่าจะสร้าง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ต่างก็ลงข่าวกันอย่างครึกโครม ถ้าผมไม่ตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่าง ผมว่าชีวิตผมจบลงไปแค่นั้น ต่อไปไม่มีใครเชื่อถือ ผมคงทำมาหากินไม่ได้อีกต่อไป คนเขาจะมองว่า เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ศรัทธาในวงสังคมก็จะหมดไป” โอ๊ยเกี้ยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ ‘อวสานละครแห่งชีวิต’

เขาตัดสินใจไปดูสวนสนุกของญี่ปุ่น ชื่อสวนสนุกโทชิมะเอ็น เป็นสวนสนุกและสวนน้ำอยู่ในเมือง  การศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นทำให้เขาได้รับความรู้ว่า ญี่ปุ่นเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ คลื่นทะเลแรง ไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ เพราะอาจเป็นอันตราย จึงสร้างทะเลเทียมและดึงน้ำทะเลนำมากรองให้ประชาชนเล่น ภาพที่เห็นมีคนเล่นน้ำกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน โอ๊ยเกี้ยจึงเกิดไอเดียว่า หากนำมาสร้างที่กรุงเทพฯคงจะดีไม่น้อย โดยให้ชื่อว่าสวนน้ำในเมืองไทย หรือ ทะเล-กรุงเทพฯ จึงกลับมาประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้ง มีการถกเถียงเรื่องความเป็นไปได้หรือไม่ได้ บางท่านบอกว่าทะเลเมืองไทยของเราสามารถเปิดให้เล่นน้ำฟรีตลอดทั้งวัน ยกตัวอย่างเช่น บางแสน พัทยา ระยอง หัวหิน จึงไม่เห็นด้วยที่จะสร้างทะเลในกรุงเทพฯ แต่บางท่านก็สนับสนุน และกล่าวว่าทะเลกรุงเทพฯถือเป็นการประหยัดสตางค์ ไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทาง ต้องเช่ารถวิ่งไปถึงพัทยา หัวหิน เพียงแต่มาแถวๆมีนบุรีก็มีทะเล-กรุงเทพฯ จึงเห็นสมควรว่าน่าจะสร้างได้ โอ๊ยเกี้ยตัดสินใจเดินหน้า จัดแถลงข่าวว่า การสร้างดิสนีย์แลนด์เมืองไทยไม่สามารถสร้างได้ เนื่องจากติดลิขสิทธิ์ดิสนีย์แลนด์ จึงหันมาสร้างสวนน้ำ-สวนสนุก ไม่ให้แพ้สวนน้ำ-สวนสนุกในญี่ปุ่นหรือในอเมริกาให้ได้ จากนั้นก็ลงมือก่อสร้างทันที

ปรากฏว่าช่วง 10 ปีแรกของ “สวนสยาม” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยได้กำไร ต้องกู้เงินนอกระบบมาบริหารจัดการ สะบักสบอมจนถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย แต่เขาก็ใช้ความมานะอุตสาหะผลักดันสวนสยามกระทั่งพ้นวิกฤติปากเหวมาได้แบบเจียนอยู่เจียนไป

วันนี้ โอ๊ยเกี้ย หรือ “ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ อำลาปราสาทแลนด์มาร์คสวนสยาม ต้อนรับโครงการใหม่ “สยามเมืองบางกอก”

 

แววตาของโอ๊ยเกี้ยในวัย 80 ปี ยังเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และความฝันที่ไม่เคยมอดไหม้ เขากล่าวกับสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญเข้าเยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการ “สยามเมืองบางกอก” ด้วยเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีว่า “เล็กๆไชยวัฒน์ไม่ทำ ไชยวัฒน์ชอบทำแต่โครงการใหญ่ๆ”

เนื่องจากโครงการ “สยามเมืองบางกอก” ลงทุนด้วยงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท

โดยการพัฒนาลำดับแรกจะปรับปรุงพื้นที่บริเวณปราสาทด้านหน้าทางเข้าซึ่งอยู่คู่สวนสยามมานานเกือบ 40 ปี และภัตตาคารแซลลี่ ให้เป็นอาคารสองชั้นทรงนีโอคลาสสิคขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 6,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยฟังก์ชันต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ทั้งจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตูสวนสยาม จุดประชาสัมพันธ์ จุดนัดพบ ภัตตาคารขนาดใหญ่ ห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุม ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ จุดบริการล็อคเกอร์ รวมถึงพื้นที่แบ่งให้เช่าเพื่อทำการค้าโดยอาคารแห่งนี้นับเป็นเฟสแรกของโครงการ ” สยามเมืองบางกอก ” ลงทุนด้วยงบประมาณ 300 ล้าน คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2562

ประกอบกับกรุงเทพมหานครจะก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน และนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เขาจึงได้ริเริ่มโครงการ ” สยามเมืองบางกอก” ขึ้นบนผืนดินขนาด 70 ไร่ บริเวณหน้าทางเข้าสวนสยาม สวนน้ำสวนสนุกที่อยู่คู่คนไทยมากกว่า 38 ปี โดยจำลองสถาปัตยกรรมอาคารอันทรงคุณค่าให้กลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งสิ้น 13 อาคาร อาทิ อาคารเฉลิมไทย อาคารเฉลิมกรุง ห้างแบดแมนแอนด์โก (กรมประชาสัมพันธ์) ห้างบีกริมแอนด์โก คลองถม สำเพ็ง เยาวราชไชน่าทาวน์ บ้านพระอาทิตย์ รวมถึงเรือนขนมปังขิง เพื่อเป็นแหล่งส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ผู้ค้าเหล่านี้ได้มีแหล่งค้าขายถาวร ชุบชีวิตให้ของกินของใช้ในอดีตจากทั่วประเทศที่อาจหลงลืมให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสอีกครั้ง

สินค้าและบริการในโครงการ “สยามเมืองบางกอก” ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ของดีจากผู้ผลิตรายใหญ่ รายย่อยทั่วประเทศ สินค้าในความสนับสนุนของรัฐบาล ของใช้ของฝากที่ได้มาตรฐาน สินค้าทันสมัยทุกประเภท อาหารระดับภัตตาคารและอาหารพร้อมทานขึ้นชื่อจากย่านต่างๆ ทั่วพระนคร พร้อมกันนี้จะได้แนะนำรูปแบบการรับชำระเงินที่ทันสมัยลดการใช้เงินสด (cashless) เพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“สยามเมืองบางกอก” จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงที่น่าสนใจต่างๆ หมุนเวียนตลอดทั้งปี รวมถึงพื้นที่สำหรับจัดการแสดงสินค้า จัดการประชุมสัมมนาทั้งกลุ่มย่อยและขนาดใหญ่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่จอดรถใต้ดินและอาคารจอดรถ 5 อาคารรวมกว่า 5,000 คัน นอกเหนือจากนั้นจะเปิดพื้นที่ค้าขายามค่ำคืนเพื่อสนับสนุนนโยบายตลาดนัดประชารัฐของรัฐบาลโดยจะเปิดบริการถึง 24.00 น.ในขณะที่จะขยายเวลาเปิดบริการสวนสนุกของสวนสยามถึงเวลา 22.00 น.อีกด้วย

โครงการ “สยามเมืองบางกอก” ยังมอบบรรยากาศในการพักผ่อนและท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยการตกแต่งในสไตล์ย้อนวันวานกับแลนด์มาร์คของพระนคร ทั้งป้อมพระสุเมรุ สะพานพุทธ เสาชิงช้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ประตูสามยอด ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติถนนเยาวราช สะพานหัน และตลาดน้ำคลองถม คงคุณค่าเอกลักษณ์ สืบทอดประวัติศาสตร์และรากเหง้าของชาวบางกอก ส่งต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อันเข้มแข็งยังคนรุ่นใหม่ พร้อมอวดสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งจะได้สัมผัสการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่รวมของดีของกรุงเทพมหานครไว้จบในที่เดียว โครงการ “สยามเมืองบางกอก” ลงทุนด้วยงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปีพ.ศ.2563

นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ โอ๊ยเกี้ย หรือ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานคณะกรรมการ กลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ จำกัด ที่น่าจะเป็นแรงบัลดาลใจให้กับใครหลายคนได้เดินตามฝัน!!!

 

ขอบคุณข้อมูล : หนังสือ ‘อวสานละครแห่งชีวิต’ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้ก่อตั้งสวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ

ที่มา : www.creativeecon.asia

Previous post

สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรม

Next post

ต่อยอด Genius Academy

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    10 − six =