Highlight

‘เตะ-ต่อย-ตีเข่า’ เจาะธุรกิจมวยไทยแสนล้าน

รำร่ายไหว้ครูกันมาหลายปี กับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ “มวยไทย” ระบือไกลระดับอินเตอร์ฯ ในที่สุดหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก็จับมือกันเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งในมิติวัฒนธรรม การกีฬา ธุรกิจมวยไทย และการท่องเที่ยว เพราะหลายฝ่ายประเมินแล้วว่ามวยไทยนั้น สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อยกว่าแสนล้านบาท

จำนวนตัวเลขมหาศาลที่ว่า กระจายอยู่ตรงไหน? มีใคร? และธุรกิจเกี่ยวเนื่องใดบ้าง? ที่อยู่ในคลัสเตอร์นี้ เราจะมาลอดเชือกสังเวียนมวยไทยในแต่ละมุมกันดู…

ผู้เกี่ยวข้อง

ดังที่รับรู้กันว่ามวยไทยนั้นเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ มีท่วงท่าไหว้ครูแข็งแกร่ง สวยงาม ส่วนนวอาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก ก็สุดดุดันอันตราย ทั้งยังมีประวัติสืบเนื่องต่อกันมายาวนานนับแต่สมัยอยุธยา โดยยกย่อง “นายขนมต้ม” ให้เป็นบรมครู และยึดเอาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมวยไทย

หากไม่นับกระทรวงวัฒนธรรม การกีฬาแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานรัฐผู้มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงแล้ว บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมวยไทยอย่างเป็นการเป็นงานนั้น จะมีด้วยกันอยู่ 5 กลุ่มหลัก  ประกอบด้วย

1. ค่ายมวย

P.k.saenchai Muaythaigym/SMEmestyle

เครดิตภาพ : พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม

ผลการสำรวจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2556 พบว่ามีค่ายมวยในไทย 1,762 ค่าย ในจำนวนนี้เป็นค่ายมวยมาตรฐานหรือค่ายมวยใหญ่ 443 ค่าย ที่เหลือเป็นค่ายระดับกลางถึงเล็ก กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วไทย เหนือ กลาง อีสาน ใต้ สถานการณ์ปัจจุบันประเมินว่าจำนวนค่ายมวยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2,000 ค่าย แม้จะมีบางส่วนที่ปิดตัวไป แต่ก็มีค่ายมวยใหม่ๆ เกิดขึ้นทดแทน โดยผู้ที่ทำค่ายมวยนั้นจะมีทั้งนักธุรกิจที่รักในมวยไทย ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ทหาร ตำรวจ ไปจนถึงอดีตนักมวยเก่า

การทำค่ายมวยก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าย่อมต้องมีการบริหารจัดการและทีมงานที่ดี เพื่อให้ค่ายสามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว ทั้งในส่วนของเจ้าของค่าย ผู้จัดการค่าย ผู้ฝึกสอน พี่เลี้ยง ที่สำคัญ คือ ตัวนักมวย ยิ่งค่ายใดสามารถปั้นนักมวยให้เก่งได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยผลักดันค่ายให้เติบโต ซึ่งนักมวยไทยค่าตัวสูงสุดยุคปัจจุบัน ก็คือ กุหลาบดำ สจ.เปี๊ยกอุทัย ฉายา “ซ้ายอุกกาบาต” และ เมืองไทย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ฉายา “ศอกผีดิบ” ที่เพิ่งชกกันไปเมื่อต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา นักมวยทั้งสองคนมีค่าตัวถึงคนละ 3 แสนบาททีเดียว! นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายค่ายที่มีมวยเงินแสนอย่างค่ายจิตรเมืองนนท์, ช.ห้าพยัคฆ์, พรัญชัย, ส.เดชะพันธ์, แป๊ะมีนบุรี, สจ.วิชิตแปดริ้ว, ส.สมหมาย, อ.ขวัญเมือง ฯลฯ

2. สนามมวย

Muaythai Stadium/SMEmestyle

เครดิตภาพ : สนามมวยราชดำเนิน, สนามมวยลุมพินี

สนามการแข่งขันชกมวยไทยมาตรฐานขึ้นชื่อที่อยู่มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็คือ สนามมวยราชดำเนิน หรือรู้จักกันดีในวงการว่า “วิกแอร์” และสนามมวยลุมพินี หรือ “วิกสังกะสี” แต่ระยะหลังชื่อเรียกนี้เริ่มเลือนหายไป เนื่องจากได้ย้ายสถานที่มาจัดสร้างใหม่ ขนาดใหญ่โต ทันสมัย บนถนนรามอินทรา กม. 2 เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2557 โดยราคาค่าตั๋วเข้าชมการชกของสนามมวยทั้งสองจะใกล้เคียงกัน ราชดำเนิน ตั๋วชั้นริงไซด์ (Ring Side) 2,000 บาท ชั้น 2 ที่ 1,500 บาท และชั้น 3 ที่ 1,000 บาท ส่วนลุมพินี ตั๋วชั้นริงไซด์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ 1,600 บาท ชั้น 2-3 ราคาประมาณ 500-1,000 บาท กรณีซื้อตั๋วหน้าสนามมวยราคาจะต่ำลงอีก 20-30% และมีบางช่วงที่จะจัดโปรโมชั่นตั๋วสำหรับผู้หญิง ราคาเพียง 200 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสนามมวยที่ขอจัดตั้งตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 อีกหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว เชียงใหม่ ชลบุรี พัทยา และภูเก็ต เช่น เวทีมวยนานาชาติรังสิต สนามมวยอ้อมน้อย สนามมวยเชียงใหม่ เวที Max Muaythai ฯลฯ ซึ่งทุกสนามมวยจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด มีนายสนามมวยคอยควบคุมดูแล ภายใต้กติกาการแข่งขัน มีผู้ตัดสินหรือกรรมการห้ามมวยมืออาชีพ แพทย์สนาม ระบบรักษาความปลอดภัยต้องดี ตลอดจนต้องห้ามไม่ให้นักมวยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ขึ้นชก เป็นต้น

3. โปรโมเตอร์ 

onesongchai/SMEmestyle

เครดิตภาพ : onesongchai

ข้อบัญญัติตามพ.ร.บ.มวย พ.ศ.2542 มาตรา 15 ระบุว่า ในการแข่งขันกีฬามวยแต่ละครั้ง ผู้จัดรายการแข่งขันมวย (โปรโมเตอร์) หัวหน้าค่ายมวย หรือผู้จัดการนักมวยตามที่ได้ตกลงกัน แล้วแต่กรณี ต้องจ่ายเงินรางวัลให้แก่นักมวย ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าตอบแทนรวมกันทั้งหมดที่ผู้จัดรายการแข่งขันมวยตกลงจ่ายให้แก่นักมวย หัวหน้าค่ายมวย และผู้จัดการนักมวย

ด้วยเหตุนี้ โปรโมเตอร์จึงถือเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทและอิทธิพลค่อนข้างสูงในแวดวงสังเวียนผ้าใบ นอกจากนี้ การที่โปรโมเตอร์จะได้การยอมรับจากคนในวงการมากน้อยเพียงใด ก็มีอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินทุนสายป่านยาวหรือไม่ พันธมิตรค่ายมวยส่งนักมวยเก่ง มวยดี มาขึ้นชกเป็นประจำ ไม่มีเหตุการณ์ “มวยล้ม ต้มคนดู” การประกบคู่มวย ต่อน้ำหนัก ฝีมือสูสี หรือการมอบโชค แจกรถ แจกทอง ให้กับบรรดาคอมวยที่เข้ามาชมการแข่งขัน ฯลฯ  ซึ่งก็มีรายการมวยของโปรโมเตอร์หลายรายที่ได้รับความนิยมสูง จัดมวยแต่ละครั้งสามารถขายตั๋วได้ในระดับ 2-3 ล้านบาท  เช่น “ศึกเกียรติเพชร” ของชุ้น เกียรติเพชร หรือพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์, “ศึกวันทรงชัย” ของโปรโมเตอร์มหาชน ทรงชัย รัตนสุบรรณ เป็นต้น

4. เซียนมวย

Lumpini Stadium/SMEmestyle

เครดิตภาพ : Lumpini Stadium

กล่าวกันว่าเซียนมวยนั้น เปรียบเหมือน “เส้นเลือด” หล่อเลี้ยงวงการให้มีลมหายใจ แม้จะจัดเป็นนักเล่นแต่ในเวลาเดียวกันส่วนใหญ่ก็ใจนักเลง “ใจถึง พึ่งได้” หากไม่มีพวกเขา ยุทธจักรนี้ก็คงขาดสีสัน ไร้ซึ่งชีวิตชีวา การเดิมพันระหว่างการแข่งขันของนักชกมุมแดง-มุมน้ำเงิน จะหลักร้อย หลักพัน ไปจนถึงหลักล้าน สามารถทำได้ในสนามมวยเท่านั้น เพราะมีกฎหมายการพนันรองรับ แต่หากพนันขันต่อนอกสถานที่ แน่นอนว่าก็ต้องถูกจับปรับ

อย่างไรก็ตาม  ยุคสมัยเปลี่ยน เซียนมวยก็ต้องปรับ จากที่เคยวางเดิมพันเฉพาะตัว ก็เปลี่ยนมาสร้างฐานแฟนคลับ เพื่อสร้างรายรับเพิ่มอีกทาง ผ่านหลากหลายเครื่องมือ หากใช้โทรศัพท์สื่อสารกับแฟนคลับที่เป็นสมาชิก ก็เรียก “มวยหู” ทันสมัยหน่อยก็บอกรับสมาชิกผ่านช่องทางเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เฟสบุ๊ค ไลน์ หรือยูทูป โดยจะให้ข้อมูลต่างๆหลายรูปแบบ เซียนดังฟันธงก่อนเกมการชก รายงานถึงค่ายซ้อม การเก็บตัว สภาพความฟิตของมวยแต่ละตัว เกาะติดถึงการชั่งน้ำหนักช่วงเช้า ก่อนการขึ้นชกในช่วงบ่ายหรือค่ำ และให้ราคาต่อรองระหว่างการชกแบบยกต่อยก ซึ่งจะมีทั้งภาพและเสียงประกอบ

5. ผู้บรรยาย  

นักพากษ์มวยแม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็เป็นอีกกลุ่มคนสำคัญที่เพิ่มอรรถรสให้กับผู้รับชมมวยไทยทางทีวี การบอกประวัติ สอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของนักมวยแต่ละมุม เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แฟนๆจอตู้ ขณะเดียวกัน นักพากษ์ก็มีสถานะเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งเช่นกัน เรื่องของการให้ข้อมูล การพากษ์ระหว่างเกมการชก หรือการถือหางเอนเอียงไปมุมใดมุมหนึ่ง จึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ไม่ให้ผิดจรรยาบรรณของการเป็นผู้บรรยายเกมกีฬาที่ดี    

ผลิตภัณฑ์มวยไทย

นอกเหนือจากกลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับมวยไทยโดยตรงดังข้างต้นแล้ว ยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่ช่วยหนุนส่งให้มวยไทยยังคงความนิยมอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. ผู้ผลิตสินค้ามวยไทย

Twins special/SMEmestyle

เครดิตภาพ : Twins special

แยกย่อยเป็นกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย หากเป็นผู้ผลิตโรงงาน ก็ผลิตสินค้ามวยไทยครบวงจรขายทั้งในและส่งออกไปต่างประเทศ ตั้งแต่ผืนผ้าใบ กระสอบทราย เป้าชก นวม แต่หากเป็นรายเล็กรายย่อย ก็เน้นผลิตสินค้าชิ้นเล็กเป็นการเฉพาะ เช่น เลือกผลิตผ้าพันมือ กางเกงมวย แองเกิ้ล กระจับ ผ้าประเจียด หรือมงคล เป็นต้น อีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าข้างเคียง น้ำมันนวด น้ำมันมวย คลายปวด ฟกช้ำ ยาบำรุง และอาหารเสริม เพื่อเติมเต็มความแข็งแกร่งให้กับตัวนักมวย

2. รายการมวย

มวยไทย-เกียริเพชร/SMEmestyle

เครดิตภาพ : มวยไทย-เกียริเพชร

ทีวีดิจิตอลนับสิบช่องได้บรรจุรายการมวยไทยหลากหลายรูปแบบไว้ในผังรายการมาพักใหญ่แล้ว ทั้งช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 22 ช่อง 23 ช่อง 29 ช่อง 31 ช่อง 32 ช่อง 36 ในจำนวนทั้งหมด จะแยกเป็นรายการมวยไทยชกกันเอง และมวยไทยชกกับต่างชาติ จากเดิมรายการมวยเหล่านี้จะมีให้ชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แต่หลายช่องก็เริ่มปรับผังให้มีรายการมวยในวันธรรมดาทั้งวันพฤหัสและวันศุกร์ หรือการถ่ายทอดการแข่งขันชกมวยจากเวทีชั่วคราว ที่ทางช่องทีวีและโปรโมเตอร์จับมือกันเดินสายจัดไปตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

3. ยิมมวยไทย

Banchamek Gym/SMEmestyle

เครดิตภาพ : Banchamek Gym

การเปิดยิมมวยไทยในลักษณะ Training Course ยังคงเป็นกระแสที่ได้การตอบรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ในลักษณะการฝึกมวยไทย เป็นกีฬาเพื่อสุขภาพ แถมเป็นศิลปะป้องกันตัวได้อีกทาง ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ จะครอบคลุมทั้ง ค่ายมวยใหญ่ที่มีองค์ความรู้เรื่องมวยไทยเป็นอย่างดี สถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์การฝึกซ้อมครบครัน อย่างค่ายแฟร์เท็กซ์ ค่ายพีเ.ค.แสนชัยมวยไทย ค่ายภพธีรธรรม ฯลฯ อีกกลุ่มจะเป็นอดีตนักกีฬาหรือนักมวย ที่ผันตัวมาเปิดยิมหรือโรงเรียนเผยแพร่ศิลปะมวยไทย เช่น สามารถพยัคฆ์อรุณยิม เจริญทองมวยไทยยิม และบัวขาวยิม เป็นต้น รูปแบบการเรียนหรือการฝึกมวยไทย ก็จะจัดแบ่งเป็นคอร์สย่อยๆ รายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน อัตราค่าฝึกก็เริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท

4. สินค้าส่งออก

Top-King/SMEmestyle

เครดิตภาพ : Top-King

แทบทุกส่วนที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะมวยไทย ภูมิปัญญาประจำชาติ บุคลากรในส่วนต่างๆ ผู้ฝึกสอน ครูมวย นักมวย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์มวยไทยอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าส่งออก เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับประเทศได้ทั้งสิ้น สะท้อนจากการสำรวจล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดังข้างต้น ให้ข้อมูลว่า มีค่ายมวยไทยในต่างประเทศรวม 3,869 แห่ง กระจายอยู่ใน 36 ประเทศ โดยมี 5 ประเทศ ที่มีสถานที่สอนมวยไทยมากสุด คือ บราซิล 1,631 แห่ง อิหร่าน 650 แห่ง อินเดีย 256 แห่ง โมร็อกโก 220 อเมริกา (เฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา และอิลลินอยส์) 190 แห่ง และยิ่งทุกวันนี้โปรโมเตอร์หลายรายให้น้ำหนักจัดรายการมวยในต่างประเทศมากขึ้นตามลำดับ ทั้งที่อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน จึงเชื่อว่าจะดึงดูดให้คนทั่วโลกหันมาสนใจมวยไทย ฝึกมวยไทย ซื้อผลิตภัณฑ์มวยไทย กันมากขึ้น นำมาซึ่งการสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกมหาศาล

แม้โอลิมปิคจะไม่บรรจุให้มวยไทยแข่งขันในเกมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ แต่ชื่อเสียงที่ชาวต่างชาติเรียกทับศัพท์ว่า Muay Thai ได้ประทับอยู่ในใจคนทั่วโลกในวงกว้าง

“มวยไทย” จึงอีกนับเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมดาวเด่นระดับสากลที่ยังดูดีมีอนาคต.

TWC/SMEmestyle

เรื่อง/ภาพ : TWC                                        ผู้ยึดงานเขียนข่าว เขียนบทความ และเขียนหนังสือเป็นอาชีพ เพราะค้าขายไม่สันทัด ไม่เจนจัดทำธุรกิจ คงมีเพียงทักษะด้านนี้ ที่ทำดีสุดแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

https://line.me/R/ti/p/%40twcwriting

QR code/twcwriting

นาโนซิงค์/SMEmestyle
Previous post

“นาโนซิงค์” ฮีโร่ผู้พิชิตแบคทีเรีย

Next post

ตำนาน ‘ทา-ถู-นวด’ คลายปวดนักกีฬา

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    3 × three =