Interview

กินหรู ราคาเบา ที่ Hungry Hub

Hungry Hub เป็นแพลตฟอร์ม บริการจองโต๊ะร้านอาหาร ผ่านหลากหลายช่องทาง เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และสื่อโซเชียลยอดนิยม ไลน์ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม สตาร์ทอัพรายนี้มีประสบการณ์มาพอควร เพราะเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2557 ผลการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมา ก็มีทั้งสมหวังและพลาดหวังบ้างเป็นธรรมดา ต่อเมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ทิศทางนับจากนี้จะเป็นเช่นไร? เรามาดูกัน…

จุดกำเนิด

Hungry Hub เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการหนุ่มสาวรุ่นใหม่ 5 คน ภายใต้การนำของ สุรสิทธิ์ สัจจะเดว์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง

“ผมเคยทำงานแบงค์ทั้งในไทยและสิงคโปร์อยู่หลายปี ก็รู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันตอบสนองเฉพาะคนในองค์กรหรือผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งผมอยากทำอะไรเพื่อส่วนรวมมากกว่า จึงตัดสินใจลาออกแล้วกลับไทยในช่วงปี 2555” ผู้บริหารหนุ่ม เผยเส้นทางพอสังเขปกับ SMEmestyle

แม้ครอบครัวจะประกอบธุรกิจโรงแรมระดับกลางราว 100 ห้อง สามารถเข้ามาสานต่อกิจการได้ทันที แต่ สุรสิทธิ์ กลับมองว่าแม้จะมีศักยภาพในการบริหารมากเพียงใด ก็คงไม่สามารถเพิ่มปริมาณคนเข้าพัก หรือจำนวนห้องได้มากไปกว่าที่มีอยู่ คงมีทางเดียว คือ การลงทุนขยายสาขาเพิ่ม เขาจึงเลี่ยงที่จะรับไม้ต่อ  ประการสำคัญ ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นด้วยตัวเอง เพราะท้าทายต่อการสร้างความเติบใหญ่

การก่อร่างสร้างธุรกิจโดยลำพัง อาจมีหลายคนที่กระทำเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่แนวทางของเขาอีกเช่นกัน แม้จะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงไม่มากนัก เพราะไปเรียนต่อออสเตรเลียมานาน ทางออกในเรื่องนี้ ก็คือ ไปศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิตที่ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่แห่งนี้นี่เองที่เป็นจุดนัดพบและจุดสตาร์ทของ Hungry Hub  ในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้น

คณะผู้ก่อตั้ง Hungry Hub ล้วนมาจากเพื่อนร่วมชั้นที่ศศินทร์ฯ แทบทั้งหมด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่ โดยระหว่างการศึกษาที่สถาบันฯ นอกจากจะได้ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจรอบด้านแล้ว พวกเขายังได้ทำการวิเคราะห์และศึกษา เพื่อจัดทำโมเดลธุรกิจจำลอง ก่อนเข้าสู่โลกธุรกิจจริงไปพร้อมๆกัน

“ก่อนจะเริ่มกันอย่างจริงจัง ส่วนตัวผมได้ไปศึกษาเพิ่มที่มหาวิทยาลัยชั้นนำที่อเมริกาอีก 6 เดือน ก็มีโอกาสได้เสนองาน พิทช์งาน สั่งสมประสบการณ์เพิ่มเติม”

ย้อนกลับไปช่วง 5-6 ปีก่อนหน้า สุรสิทธิ์ บอกว่า สตาร์ทอัพในไทยยังไม่เป็นที่คุ้นหูกันมากนัก และพวกเขาก็คิดว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ ทางเลือกใหม่ ที่ดีกว่า ให้กับผู้คนในวงกว้าง โดยวางตำแหน่ง คือ การเป็นคนกลาง ผ่านการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีไอที เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในระยะยาว

“เราศึกษามาหลายธุรกิจ เช่น ชอปปิ้งออนไลน์ และการจองห้องพักโรงแรม ก็มองว่ามีผู้เล่นที่ล้วนแต่อยู่ในระดับ Global ซึ่งเราคงจะแข่งขันด้วยลำบาก สิ่งที่เราจะสู้ได้คือการนำเสนอเพื่อตลาด Local เป็นหลักจะดีกว่า สุดท้ายจึงมาพบกับการจัดทำ ระบบการจองโต๊ะร้านอาหาร ที่ยังไม่ค่อยมีใครทำมากนัก”  สุรสิทธิ์ ว่า

ในที่สุด Hungry Hub แพลตฟอร์ม การจองโต๊ะร้านอาหารในไทย  ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2557

จุดพลิกผัน

โมเดลธุรกิจของ Hungry Hub ระยะแรก แม้จะออกแบบมาเพื่อสนองตอบต่อกลุ่มร้านอาหารพันธมิตร และผู้ใช้บริการทั่วไปเป็นอย่างดี กล่าวคือ ระบบการจองโต๊ะที่ไม่ยุ่งยาก สามารถจองล่วงหน้าได้เพียง 30 นาที ทั้งยังมีหลากหลายช่องทางให้เลือกดังกล่าว ตลอดจนการมีร้านอาหารพันธมิตรแบบ A La Carte ให้เลือกมากกว่า 200 ร้าน

แต่ปรากฏว่าในช่วง 2 ปีแรก กลับไม่ดึงดูดผู้ใช้บริการเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ การจองผ่านระบบ Hungry Hub ไม่มีความแตกต่างจากการจองกับร้านอาหารพันธมิตร และอีกประการ คือ ร้านอาหารในไทยมีเพียงไม่กี่แห่งที่คนจะแน่นร้านทุกวัน โดยทั่วไปใครที่อยากทานร้านใดก็สามารถ Walk in เข้าไปทานได้โดยไม่ต้องจอง

“เราก็กลับมาทบทวนและวิเคราะห์กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงค้นพบความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย คือ ร้านอาหาร ก็ต้องการยอดขายเพิ่ม จากลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารต่อคน/ครั้ง ในเวลาเดียวกัน ผู้ใช้บริการ ก็ต้องการทานอาหารที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์แบบหลากหลายในงบประมาณที่สมเหตุผล โดยเฉพาะการไปทานแบบกลุ่ม หรือการจัดเลี้ยงพนักงานกลุ่มเล็กๆ”

ผลักดันให้ในปี 2559 ได้ทำการปรับปรุงระบบ เพื่อเสริมบริการแม่เหล็กเพิ่มเติมเข้ามาอีก 3 เรื่อง ประกอบด้วย เรื่องแรก โปรโมชั่น All You Can Eat จัดเซ็ทเมนูอาหาร A La Carte ขึ้นชื่อของแต่ละร้านประมาณ 15-20 เมนู เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการ ราคาตั้งแต่ 249-1,990 บาท ถัวเฉลี่ยการจ่ายจะอยู่ที่ 700 บาท/คน/ครั้ง ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เฉพาะการจองผ่านระบบของ Hungry Hub เท่านั้น

เรื่องต่อมา Hungry Point หรือทุกการจองและไปทานที่ร้านอาหารพันธมิตร จะได้รับคะแนนสะสม 20 คะแนน หรือก็คือ 20 บาทนั่นเอง หากสะสมครบ 100, 200, 500 หรือ 1000 คะแนน ก็มาแลกคืนเป็นเงินสดได้กับทาง Hungry Hub และเรื่องสุดท้าย โปรโมชั่น Early Hungry Bird สำหรับ 5 รีวิวแรกพร้อมคอมเม้นต์ที่ร้านใด จะได้รับเพิ่ม 150 คะแนน กรณีนี้จะมอบสิทธิ์ให้เฉพาะร้านอาหารพันธมิตรใหม่เท่านั้น

“หลังจากเราพัฒนาระบบ ปัจจุบันเรามีร้านอาหารพันธมิตรประมาณ 100 ร้าน และมีผู้เข้ามาใช้บริการผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นมากขึ้นตามลำดับ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องการ Up selling ให้กับร้าน และ Add Value ให้กับผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด” ซีอีโอ คนเดิมระบุ

จุดหมายปลายทาง

สุรสิทธิ์ พูดถ่อมตัวต่ออีกว่า Hungry Hub ยังคงเป็นทั้ง Entrepreneur หรือ Start up ขนาดเล็ก แม้การดำเนินงานช่วงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง สะท้อนจากผลงานการทำยอดขายให้กับร้านอาหารบางแห่งกว่า 2 ล้านบาท/เดือน หรือบางร้านก็มีคนเข้าใช้บริการมากถึง 200 คน/วันมาแล้ว แต่ยังคงต้องยกระดับและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โดยรายรับหลักของ Hungry Hub จะมาจากค่าบริหารและการจัดวางระบบในฐานะคนกลาง ประมาณ 10-15% จากยอดใช้จ่ายต่อครั้งของผู้ใช้บริการที่ร้านอาหารพันธมิตร ส่วนช่องทางการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจะมากหรือน้อย ก็จะไม่มีรายรับเพิ่มเติมจากส่วนนี้แต่อย่างใด

ขณะที่ แผนงานในปี 2561 เขาบอกว่า จะต่อยอดโปรโมชั่นที่คล้ายกับ All You Can Eat ข้างต้น แต่จะมีความพิเศษมากกว่า ในลักษณะอาหารแบบชุด 4 คน ราว 15-20 รายการเช่นกัน โดยจะจับมือกับร้านแบรนด์ดัง อาหารอร่อย บรรยากาศดี สนนราคาประมาณ 2,000-4,000 บาท/คน/ชุด

ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ ผลักดัน Hungry Hub ไปสู่ตลาดอินเตอร์ โฟกัสไปที่ประเทศเกาหลีเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดร่วมกับพาร์ทเนอร์ชาวเกาหลี

“การขยายธุรกิจแนวนี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาติด้วย อย่างอเมริกา เค้าจะชอบทานแบบบุฟเฟ่ต์ หรือชาวญี่ปุ่นก็จะชอบทานอาหารเบนโต๊ะ ราเมน แบบจานเดียวร้านเล็กๆ อะไรทำนองนี้ แต่สำหรับชาวเกาหลี วัฒนธรรมการกินจะคล้ายกับไทยเรา คือ ชอบทานอาหารเป็นกลุ่ม หลายๆอย่างๆ ร่วมกัน ซึ่งพิจารณาแล้วว่าเราสามารถที่จะต่อยอดเข้าไปทำตลาดที่นั่นได้ ตอนนี้บนเว็บไซต์เรา ก็จัดทำ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และเกาหลี รองรับไว้เบื้องต้นแล้ว” สุรสิทธิ์ เผยถึงจุดหมายปลายทางใหม่ในอนาคตอันใกล้

ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ภาษาใด เรื่องอาหารการกิน ถือเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ เพราะวัตถุดิบ กรรมวิธี แต่ละขั้นตอนการปรุงแต่ง ล้วนมีเสน่ห์ซ่อนเร้นอยู่ในทุกเมนู และก็มีความเป็นได้ว่า Hungry Hub จะเข้าไปเติมเต็มให้การทานอาหารในแต่ละมื้อมีสีสันและรสชาติมากยิ่งขึ้น.

 

เครดิตภาพ : Hungry Hub

Previous post

คาดปี 61 ชาวจีนเที่ยวไทยทะลุ 9 ล้านคน

Next post

5 ร้านอาหารโรแมนติก สำหรับสาย#อ้อนแฟน (ให้พาไป)

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    twelve − 4 =