Highlight

‘การพนัน’ มายาคติ ธุรกิจสีเทา

ทุกเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม จะหย่อนยานหรือเคร่งครัดมากน้อยเพียงใดบนโลกใบนี้ ล้วนมี “การพนัน” รูปแบบต่างๆ อยู่ในทุกสังคมด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะถูกต่อต้าน คัดค้าน หนักหน่วงเพียงใด แต่สิ่งที่เรียกว่าการพนัน ก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสูญหาย แถมยังดูท่าว่าในอนาคตสิ่งนี้จะเบ่งบานมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ประวัติศาสตร์การพนันนั้นมีมานานนับพันปี แทบจะอยู่คู่กันกับมนุษย์ก็ว่าได้ นักวิชาการตะวันตกศึกษาเรื่องนี้ในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจไว้มากมาย แต่ที่น่าสนใจ คือ แนวคิดของ Peter Arnold (1974) สรุปไว้ว่า การพนันทำหน้าที่เติมเต็มความต้องการและเยียวยาอาการทางใจของมนุษย์ โดยมูลเหตุจูงใจที่ทำให้คนเล่นการพนันมีด้วยกัน 7 ประการ คือ 1) ความโลภ 2) ความต้องการเป็นที่ยอมรับ 3) บรรเทาความเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน 4) ทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีสติปัญญา 5) ความเชื่อเรื่องโชค 6) ความสนุกตื่นเต้น และ 7) ความเพ้อฝัน

ในไทยเราเริ่มคุ้นเคยกับการพนัน “ถั่วโป” มาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ก่อนพัฒนามาเป็น “กำตัด” ในระยะต่อมา ส่วนภาพที่ชินตามากหน่อยคงจะเป็นการชนไก่ ของสมเด็จพระนเรศวรในสมัยอยุธยา และเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 4 ท่านทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ชาวสยามได้เล่น “หวย” กันตามอัธยาศัย เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง จึงมีพระประสงค์จะให้หวยเป็นหนึ่งในเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง

ดังมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัย ร. 4 ข้าวยากหมากแพง เจ้าสัวเสนอให้ออกหวย ต่อมาในรัชสมัย ร.5 ชาวอังกฤษ ก็แนะนำให้ออก “สลากกินแบ่งรัฐบาล”

คำว่า หวย นี้ เพี้ยนเสียงมาจากภาษาจีน “ฮวย” แปลว่า ดอกไม้ เริ่มแรกของการแทงหวย ก็คือ ให้ทายชื่อดอกไม้นั่นเอง จึงไม่ต้องแปลกใจว่าหวยนั้นก็เป็นวัฒนธรรมการพนันที่ส่งต่อมาจากชาวจีนอพยพ คล้ายกันกับวัฒนธรรมการเล่นไพ่ โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีน นอกจากพิธีกรรมการกราบไหว้บรรพบุรุษแล้ว กิจกรรมของญาติพี่น้องในครอบครัวชาวจีนยอดนิยม ก็คือ การเล่นไพ่ นี่แหละ

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช ทรงเห็นว่า ราษฎรเริ่มเกียจคร้าน คดีอาชญากรรมเริ่มมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะการพนัน จึงทรงให้มีการปิดโรงบ่อนเบี้ยหลายแห่ง ทั้งในพระนครและปริมณฑล พร้อมกับจำกัดการเล่นอนุญาตให้เฉพาะชาวจีนเท่านั้น

มาในยุคปัจจุบัน กฎหมายการพนันของไทยเรา มี 2 ฉบับหลักๆด้วยกัน คือพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 โดยเฉพาะกฎหมายฉบับแรกที่จะมีข้อห้าม ข้อบังคับมากมาย แต่ในทางปฏิบัติก็พบว่ายังมีผู้ลักลอบเปิดบ่อนและเล่นกันอย่างแพร่หลายทุกหย่อมหญ้า

แทบทุกภาคทุกพื้นที่ทั่วไทย ล้วนมีการพนันในหลายรูปแบบทั้งที่เหมือนและต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น การเล่นไพ่ ไฮโล น้ำเต้าปูปลา อาจเป็นการพนันคลาสสิคที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ก็จะมีเกมกีฬาการพนันพื้นถิ่นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นที่นิยมชมชอบกันอยู่ ภาคเหนือ กัดปลา ชนกว่าง ภาคกลาง ชนไก่ ภาคอีสาน พนันขันต่อบ้องไฟ ภาคใต้ ชนวัว แข่งนก ฯลฯ

มิพักยังต้องพูดถึง ม้า มวย หวย บอล ที่มีให้เลือกเล่นกันได้ทุกวัน ยิ่งเข้าสู่ยุคดิจิตอล การพนันออนไลน์ คาสิโน รูเล็ต แทงบอล ก็สามารถวางเงินเดิมพันขั้นต่ำได้ตั้งแต่หลัก 100 บาทเท่านั้น

เรื่องของการพนันสำหรับคนไทยเรา ครอบคลุมการเล่นไปในทุกชนชั้น จะยากดีมีจน ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง ก็ล้วนชอบเล่นพนันขันต่อกันทั้งนั้น ประเด็นการเปิดบ่อนเสรี การพนันถูกกฎหมาย หรือ Entertainment Complex แล้วแต่ชื่อที่จะเรียก แต่ความหมายโดยรวมก็เหมือนๆกัน ยังถกเถียงกันไม่ได้ข้อยุติ เพราะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน เรียกว่าใครหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดที ก็วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากตามประสาไทยๆเรา ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานานหลายสิบปีแล้ว

ว่ากันตามจริง เหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย ยิ่งกับเรื่องการพนันด้วยแล้ว มองในมิติสังคม ละเมิดศีล ผิดศีลธรรม นั่นก็ใช่ แต่เมื่อมองในมิติเศรษฐกิจ การนำธุรกิจสีเทาการพนัน ขึ้นมาอยู่บนดิน ก็เชื่อว่าน่าจะสามารถสร้างรายรับให้กับประเทศได้อีกมาก ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแก่กลุ่มต่างชาติอีกทาง เพราะยังไงเรื่องการพนันก็เป็นสิ่งที่ปรามกันได้ยาก ยิ่งห้าม ยิ่งเยอะ

เอาเฉพาะในกลุ่มอาเซียน แทบทุกประเทศล้วนหาทางออกกับเรื่องการพนันไปแล้วนับสิบปี จะมียกเว้นเพียง อินโดนีเซีย และบรูไน ชาติมุสลิมเคร่งครัดเท่านั้น ที่ยังไม่กล้าเสี่ยงเหมือนกับไทยเรา

สปป.ลาว มี “กาสิโน” มานานกว่า 15 ปี รู้จักกันดีในชื่อ “บ่อนหน้าด่าน” ขณะเดียวกัน นครหลวงเวียงจันทน์ ยังมีกาสิโนที่ขึ้นชื่ออีกแห่ง ที่เนรมิตให้เป็นเอนเตอร์เมนท์ครบวงจร ภายใต้ชื่อ “แดนสวรรค์” ห่างจากชายแดนไทยราว 90 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีตรงข้าม อ.เชียงแสน เชียงราย ชื่อ คิงส์โรมัน และในแขวงสะหวันนะเขต ใกล้กันกับมุกดาหาร ว่ากันว่าในแต่ละเดือน จะมีนักพนันชาวไทยอย่างน้อย 15,000 คน หรือราว 180,000 คนต่อปี นำเงินอย่างน้อยราว 150 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 1,800 ล้านบาทต่อปีไปละลายในบ่อนเหล่านี้

สถานที่อีกแห่ง ที่นักพนันไทยนิยมเข้าไปเสี่ยงโชค คือ บ่อนปอยเปต ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก สระแก้ว เพราะอยู่ติดแนวชายแดน ลึกเข้าไปในเขตแดนเขมรแค่ 500 เมตร ที่แห่งนี้มีบ่อนกาสิโน 9 แห่ง เป็นของคนไทย 4 แห่ง คือ ทรอปิคกาน่า, แกรนด์ไดมอนด์, สตาร์ เวกัส และปอยเปต รีสอร์ต ที่เหลืออีก 5 แห่ง เป็นของนายทุนของเขมร 1 แห่ง คือ ปริ้นเซท คาสิโน และนักลงทุนจากจีน 2 แห่ง ได้แก่ คราวน์ คาสิโน กับ เก็นติ้ง คาสิโน และนักลงทุนจากอินโดนีเซีย 2 แห่ง คือ ฮอลิเดย์ ปอยเปต กับฮอลิเดย์ พาเลส กาสิโนบริเวณปอยเปตนี้ คาดการณ์ว่าสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นล้านบาทต่อปี

แม้แต่ เวียดนาม ประเทศสังคมนิยม ก็มีบ่อนการพนันถูกกฎหมายที่เปิดตัวไปแล้ว 2 แห่ง อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบาย 1 จังหวัด 1 บ่อน เพราะเชื่อว่าการเปิดบ่อนเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ชาวเวียดนามเดินทางไปเล่นพนันในประเทศอื่น และยังช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวของประเทศเติบโตมากขึ้น

ส่วนบ่อนการพนันไฮโซที่ สิงคโปร์ มี 2 แห่ง คือ เซนโทซ่า (Sentosa) และมารีนาเบย์ (Marina Bay) ขณะเดียวกันรัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาตรการทางสังคม กฎระเบียบในการเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนคาสิโนเข้มงวด โดยเฉพาะชาวสิงคโปร์และคนที่มีถิ่นพำนักถาวรในสิงคโปร์จะต้องเสียค่าใช้จ่าย 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 24 ชั่วโมง และ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี ส่วนชาวต่างชาติสามารถเข้าได้ฟรี ทั้งนี้ผู้เข้าไปเล่นจะต้องมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป การเข้าไปใช้บริการในแต่ละครั้งจะต้องแสดงหลักฐานตัวตนอย่างชัดเจน เช่น บัตรประชาชนใบขับขี่ ส่วนชาวต่างชาติก็แสดงหลักฐาน เช่น หนังสือเดินทาง เป็นต้น

และจากจำนวนบ่อนถูกกฎหมายในอาเซียนนับ 50 แห่ง กระจายอยู่ที่ ฟิลิปปินส์ 19 แห่ง กัมพูชา 14 แห่ง มาเลเซีย 4 แห่ง สปป.ลาว 4 แห่ง สิงคโปร์ 2 แห่ง พม่า 2 แห่ง และเวียดนาม 2 แห่ง

ส่วนในไทยยังไม่มี แต่เชื่อกันว่ามีบ่อนผิดกฎหมาย บ่อนเถื่อน บ่อนวิ่ง อยู่ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง!

 

Previous post

สนช.มุ่งปั้นเอสเอ็มอี 4.0

Next post

“ทิพรส” ราชาน้ำปลาไทย

  • No Comment

    Leave a reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    1 × five =